<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119</id><updated>2009-09-22T01:32:41.526-07:00</updated><title type='text'>พระธรรมบท</title><subtitle type='html'>Thai Version of Dhammapada Stories
By Captain Thongbai Dhiranandankura, 
Department of Law and Social Science,
Royal Thai Naval Academy,
Samutprakarn Thailand</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>14</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>25</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-1505059284680804809</id><published>2007-09-20T01:36:00.001-07:00</published><updated>2008-12-04T17:59:35.348-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พุทธสาวก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องเล่าในพระธรรมบท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องภิกษุสองสหาย'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><title type='text'>14เรื่องภิกษุสองสหาย</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวันกรุงสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุสองสหายได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่  19 และพระคาถาที่ 20 นี้&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งมีภิกษุสองรูปเป็นสหายกันจากตระกูลคฤหบดีในกรุงสาวัตถี   ในภิกษุสองรูปนี้รูปหนึ่งศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฏกจนมีความเชี่ยวชาญสามารถท่องจำความในพระคัมภีร์ต่างๆได้มากมาย  ท่านรูปนี้ยังได้สอนพระภิกษุอื่นอีกเป็นจำนวน 500 รูป และยังได้เป็นผู้แนะนำภิกษุอื่นๆอีก 18 กลุ่มด้วยกัน ส่วนภิกษุอีกรูปหนึ่งนั้นมีความขยันหมั่นเพียรตามแนวทางของวิปัสสนากัมมัฏฐานจนได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งเมื่อพระภิกษุรูปที่สองนี้มาเฝ้าพระศาสดาที่วัดพระเชตวัน พระภิกษุทั้งสองรูปนี้ก็ได้มาพบกัน  พระภิกษุรูปที่เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกไม่ทราบว่าพระภิกษุอีกรูปหนึ่งได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว  จึงดูหมิ่นพระภิกษุรูปที่เป็นพระอรหันต์โดยคิดว่าท่านเป็นพระภิกษุชรารู้เรื่องคัมภีร์ต่างๆแต่เพียงเล็กน้อย  ไม่ความรู้เรื่องนิกายต่างๆสักนิกาย หรือไม่มีความรู้เรื่องในปิฎกใดปิฎกหนึ่งในพระไตรปิฎก  ดังนั้นท่านจึงคิดที่จะถามปัญหากับพระภิกษุที่เป็นพระอรหันต์ให้เกิดความอับอาย พระศาสดาทรงทราบเจตนาที่เป็นอกุศลของพระภิกษุผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก และพระองค์ยังทรงทราบด้วยว่า จากผลของการสร้างความลำบากให้แก่พระภิกษุรูปที่พระอรหันต์จะทำให้พระภิกษุผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกไปเกิดในนรกได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้นพระศาสดาทรงมีพระกรุณาต่อพระภิกษุผู้คงแก่เรียน จึงได้เสด็จไปหาพระภิกษุทั้งสองรูปนั้นเพื่อป้องกันมิให้พระภิกษุรูปที่คงแก่เรียนถามปัญหาพระภิกษุรูปที่เป็นพระอรหันต์  พระศาสดาจึงได้ทรงตรัสถามปัญหาเสียเอง โดยได้ตรัสถามปัญหาที่เกี่ยวกับฌานต่างๆ และมรรคต่างๆกับพระภิกษุรูปที่คงแก่เรียนที่ชำนาญในพระไตรปิฎก  พระภิกษุรูปนี้ไม่สามารถตอบปัญหาของพระศาสดาได้เพราะตนไม่เคยนำสิ่งที่ตนสอนมาปฏิบัติ  สำหรับกับพระรูปที่เป็นพระอรหันต์นั้น ท่านเป็นผู้ปฏิบัติธรรมจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ท่านสามารถตอบคำถามของพระศาสดาได้ทุกข้อ   พระศาสดาทรงยกย่องพระที่ปฏิบัติธรรมะแต่ไม่ทรงยกย่องพระที่คงแก่เรียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พวกพระที่เป็นสัทธิวิหาริกไม่เข้าใจสาเหตุที่พระศาสดาทรงยกย่องพระภิกษุชราที่เป็นพระอรหันต์แต่ไม่ยกย่องพระภิกษุที่คงแก่เรียน  พระศาสดาได้ทรงอธิบายเรื่องนี้แก่ภิกษุเหล่านั้นว่า  พระภิกษุคงแก่เรียนที่รู้มากแต่ไม่ปฏิบัติตามธรรมะนั้นก็เหมือนกับคนเลี้ยงโค คอยแต่เลี้ยงโคเพื่อรับค่าจ้าง ในขณะที่พระที่ปฏิบัติธรรมนั้นเหมือนกับเจ้าของโคที่ได้เสวยผลของผลิตผลห้าอย่างของโค  ด้วยเหตุนี้ พระภิกษุผู้คงแก่เรียนนั้นได้แต่การอุปัฏฐากจากศิษยานุศิษย์แต่ไม่ได้บรรลุมรรคผลอะไร ส่วนพระภิกษุสายปฏิบัติธรรมนั้น แม้ว่าจะมีความรู้น้อยและท่องจำพระคัมภีร์ได้น้อย  แต่สามารถเข้าใจแก่นแท้ของธรรมะและนำไปปฏิบัติอย่างมุมานะขยันหมั่นเพียร จึงได้ชื่อว่า “อนุธัมมจารี”(ผู้ปฏิบัติตามธรรม)  สามารถขจัดราคะ โทสะ และโมหะได้  จิตของท่านจึงปลอดพ้นจากตัณหานุสัยและความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวงทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า  ท่านจึงเป็นผู้ได้เสวยผลประโยชน์ของมรรคและผลจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 19 และพระคาถาที่ 20 ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พหุ  ปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น ตกฺกโร โหติ นโร ปมตฺโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โคโปว คาโว คณยํ ปเรสํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น ภาควา สามญฺญสฺส โหติฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่ได้แต่ท่องจำตำราได้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่มัวประมาท ไม่ปฏิบัติตามคำสอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย่อมไม่ได้รับผลที่ควรจะได้จากการบวช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนคนเลี้ยงโค นับโคให้คนอื่นเขา.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อปฺปมฺปิ เจ สหิตํ ภาสมาโน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคญจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมฺมปฺปชาโน สุวิมุตฺตจิตฺโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนุปาทิยาโน อิธ วา หุรํ วา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส ภาควา สามญฺญสฺส โหติฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;คนที่ท่องจำตำราได้น้อย แต่ประพฤติตามธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ละราคะ โทสะ โมหะได้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้แจ้งเห็นจริง มีจิตหลุดพ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ยึดมั่นทั้งในโลกนี้และโลกหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาย่อมได้รับผลของการบวช.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมากบรรลุพระโสดาบันป็นต้น พระธรรมเทศนามีประโยชน์แก่มหาชน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-1505059284680804809?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/1505059284680804809/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=1505059284680804809' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/1505059284680804809'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/1505059284680804809'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/14_20.html' title='14เรื่องภิกษุสองสหาย'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-4369323568122368769</id><published>2007-09-20T01:31:00.001-07:00</published><updated>2008-12-04T18:03:28.515-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องสุมนาเทวี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='เรื่องเล่าในพระธรรมบท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><title type='text'>13เรื่องสุมนาเทวี</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวันกรุงสาวัตถี  ทรงปรารภนางสุมนาเทวี (ธิดาคนเล็กของอนาถบิณฑิกเศรษฐี)&lt;br /&gt;ได้ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 18 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในกรุงสาวัตถี  ที่บ้านของท่านอนาถบิณฑบิณฑิกเศรษฐีและที่บ้านของนางวิสาขาจะมีพระสงฆ์ได้รับนิมนต์ไปฉันภัตตาหารวันละ 2000 รูปมิได้ขาด  ที่บ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี  คนที่ทำหน้าที่ควบคุมงานถวายภัตตาหารพระสงฆ์คนแรกได้แก่ธิดาคนโตของท่านเศรษษฐี  ต่อมาเมื่อธิดาคนโตออกเรือนแล้วก็ให้ธิดาคนรองรับผิดชอบ พอธิดาคนรองออกเรือนก็ให้ธิดาคนสุดท้องคือนางสุมนาเทวีรับผิดชอบ  พี่สาวทั้งสองคนของนางสุมนาได้ฟังพระธรรมเทศนาจนได้บรรลุพระโสดาบันขณะที่ทำหน้าที่ถวายอาหารแก่ภิกษุสงฆ์  ส่วนนางสุมนาเทวีก้าวหน้าไปกว่าพี่สาวคือสามารถบรรลุพระสกทาคามี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมานางสุมนาเทวีเกิดป่วยหนัก เมื่อใกล้จะสิ้นใจได้ขอให้คนไปเชิญบิดามาหา เมื่อท่านเศรษฐีมาแล้วนางสุมนาเทวีได้เรียกบิดาว่า “น้องชาย” จากนั้นไม่นานก็ได้สิ้นใจตาย  ข้างเศรษฐีเกิดความสงสัยและเกิดความไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งที่ถูกธิดาเรียกว่า “น้องชาย”  เพราะเข้าใจว่าธิดาในเวลาจะสิ้นใจตายไม่สามารถควบคุมสติสัมปชัญญะถึงกับเพ้อออกมาเช่นนี้  ดังนั้นเศรษฐีจึงไปเฝ้าพระศาสดาแล้วนำเรื่องนี้ไปทูลถาม  พระศาสดาได้ตรัสกับเศรษฐีว่านางสุมนาเทวีมิได้ขาดสติสัมปชัญญะก่อนที่จะขาดใจตายแต่อย่างใด  นางยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์   พระศาสดาทรงอธิบายว่าที่นางสุมนาเทวีเรียกบิดาของนางว่า  “น้องชาย”นั้น ก็เพราะนางได้บรรลุมรรคผลสูงกว่าบิดา คือขณะที่บิดาของนางบรรลุพระโสดบันนางเองบรรลุพระสกทาคามี  และพระศาสดายังได้ตรัสบอกเศรษฐีด้วยว่านางสุมนาเทวีได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 18 ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อิธ นนฺทติ เปจฺจ นนฺทติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กตปุญฺโญ อุภยตฺถ นนฺทติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปุญฺญํ เม กตนฺติ นนฺทติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภิยฺโย นนฺทติ สุคตึ คโตฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนที่ทำดีไว้แล้ว ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือบันเทิงในโลกนี้ และบันเทิงในโลกหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาย่อมบันเทิงว่าเราได้ทำบุญไว้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไปสู่สุคติภพ ยิ่งบันเทิงมากขึ้น.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมากบรรลุพระโสดาบันเป็นต้น พระธรรมเทศนามีประโยชน์แก่มหาชน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-4369323568122368769?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/4369323568122368769/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=4369323568122368769' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/4369323568122368769'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/4369323568122368769'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/13_20.html' title='13เรื่องสุมนาเทวี'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-2132254137175165674</id><published>2007-09-20T01:27:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:18:19.337-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระเทวทัต'/><title type='text'>12เรื่องพระเทวทัต</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่วัดพระเชตวันกรุงสาวัตถี ทรงปรารภพระเทวทัต ได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 17 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งพระเทวทัตพำนักอยู่กับพระศาสดาที่กรุงโกสัมพี  ขณะที่พำนักอยู่ ณ ที่นั้นพระเทวทัตมีความตระหนักว่าพระศาสดาทรงได้รับความเคารพ ความนับถือและลาภจากประชาชนมาก จึงมีความริษยาพระศาสดาและมีความปรารถนาอยากเป็นประมุขสงฆ์  วันหนึ่งขณะที่พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ที่วัดพระเวฬุวันนครราชคฤห์ ก็ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลว่าพระองค์ทรงชราภาพแล้วควรจะได้ถ่ายโอนความรับผิดชอบคณะสงฆ์ให้แก่พระเทวทัตเสีย  พระศาสดาทรงปฏิเสธข้อเสนอของพระเทวทัตโดยตรัสว่าพระเทวทัตเป็น “บุคคลกลืนกินน้ำลายของผู้อื่น” ต่อมาพระศาสดาได้ทรงขอให้พระสงฆ์ดำเนินการ “ประกาศนียกรรม” (ทำนองลอยแพไม่คบหาสมาคมด้วย)ต่อพระเทวทัต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พระเทวทัตมีความเดือดร้อนและประกาศว่าจะทำการแก้เผ็ดพระศาสดา  ท่านได้พยายามสังหารพระศาสดาถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกไปว่าจ้างนายขมังธนูให้มาลอบยิง  ครั้งที่สองขึ้นไปกลิ้งหินลงมาจากภูเขาคิชฌกูฏเพื่อจะให้ทับพระศาสดา และครั้งที่สามปล่อยช้างนาฬาคิรีให้เข้าทำร้าย  ทว่านายขมังธนูไม่สามารถทำร้ายพระศาสดาได้และได้เดินทางกลับไปหลังจากที่ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาจนได้บรรลุพระโสดาปัตติผลแล้ว   หินที่กลิ้งลงมาจากเขาคิชฌกูฏไม่สามารถทำร้ายพระศาสดาเพียงแต่มีสะเก็ดหินแตกมากระทบแค่ทำให้พระโลหิตห้อเท่านั้น  และเมื่อช้างนาฬาคีรีวิ่งมาจะทำร้ายพระศาสดาได้ทรงแผ่เมตตาให้จนช้างนั้นเชื่อง  แต่พระเทวทัตก็ยังไม่ละความพยายาม  ได้พยายามหาเล่ห์เพทุบายอย่างอื่น โดยได้พยายามทำลายสงฆ์ด้วยการแยกพระบวชใหม่จำนวนหนึ่งไปอยู่ที่คยาสีสะ แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดพระเหล่านี้ได้ถูกพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะพากลับมาได้สำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ต่อมาพระเทวทัตอาพาธหนัก  เมื่อท่านอาพาธอยู่ได้ 9 เดือนก็ได้ขอให้สานุศิษย์พาท่านมาเพื่อจะเฝ้าพระศาสดา  พวกศิษย์จึงหามท่านมาขึ้นแคร่ที่วัดพระเชตวัน  เมื่อพระศาสดาได้สดับว่าพระเทวทัตถูกหามมาเฝ้าก็ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่าพระเทวทัตไม่มีโอกาสที่จะได้เฝ้าพระองค์ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระเทวทัตและคณะเดินทางมาถึงที่สระในบริเวณพระเชตวัน  พวกศิษย์ที่ทำหน้าหามได้วางแคร่ลงที่ริมสระและได้ลงไปอาบน้ำกันอยู่นั้น  พระเทวทัตได้ลุกขึ้นจากแคร่แล้ววางเท้าลงที่พื้นดิน พลันเท้าทั้งสองข้างของท่านก็ถูกธรณีสูบจมหายลงไปในแผ่นดิน  ที่พระเทวทัตไม่มีโอกาสได้เฝ้าพระศาสดาก็เพราะกรรมชั่วที่ท่านได้กระทำต่อพระศาสดา  หลังจากถูกธรณีสูบแล้วพระเทวทัตได้ไปเกิดในนรกขุมอเวจี อันเป็นนรกที่ถูกทรมานอย่างโหดร้ายรุนแรงอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 17 ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปาปการี อุภยตฺถ ตปฺปติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปาปํ เม กตนฺติ ตปฺปติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภิยฺโย ตปฺปติ ทุคฺคตึ คโตฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนทำบาปย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือย่อมเดือดร้อนในโลกนี้  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาเดือดร้อนในขณะมีชีวิตว่าเราทำบาปไว้แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไปสู่ทุคคติก็ย่อมเดือดร้อนยิ่งขึ้นอีก.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมากบรรลุพระโสดาบันเป็นต้น พระธรรมเทศนามีประโยชน์แก่มหาชน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-2132254137175165674?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/2132254137175165674/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=2132254137175165674' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/2132254137175165674'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/2132254137175165674'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/12_20.html' title='12เรื่องพระเทวทัต'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-7426316992332048470</id><published>2007-09-20T01:23:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:22:04.003-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธรรมิกอุบาสก'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><title type='text'>11เรื่องธรรมิกอุบาสก</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่วัดพระเชตวันในกรุงสาวัตถี  ทรงปรารภอุบาสกชื่อธรรมิกะ ได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 16 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งในกรุงสาวัตถีมีอุบาสกคนหนึ่งชื่อธรรมิกะ เป็นผู้ใจบุญใจกุศลชอบทำบุญให้ทาน   เขาจะถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์อย่างสม่ำเสมอทุกวัน และในโอกาสสำคัญต่างๆ  เขาเป็นหัวหน้าของอุบาสกอีกจำนวน 500 คนซึ่งอยู่ในนครสาวัตถีนี้   เขามีบุตร 7 คน และธิดา 7 คน และบุตรธิดาทุกคนก็เหมือนกับบิดาคือเป็นผู้มีใจบุญใจกุศลชอบถวายทาน   อยู่มาวันหนึ่งธรรมิกอุบาสกเกิดป่วยหนักมีอาการใกล้จะตาย  เขาได้ขอร้องบุตรธิดาให้ส่งคนไปนิมนต์พระสงฆ์มาสวดพระสูตรศักดิ์สิทธิ์ขณะที่เขานอนอยู่บนเตียงขณะใกล้จะตาย  ขณะที่พระภิกษุสงฆ์กำลังสวดมหาสติปัฏฐานสูตรอยู่นั้น  ก็มีรถที่ประดับตกแต่งงดงามมากจำนวน 6 คันจากสวรรค์ชั้นต่างๆมาจอดรอเขาเพื่อเชิญให้เขาไปอยู่ในสวรรค์ในชั้นต่างๆ  ธรรมิกอุบาสกได้บอกรถเหล่านั้นให้รอก่อนสักครู่อย่าได้เพิ่งมาเพราะจะรบกวนขัดจังหวะการสวดพระสติปัฏฐานสูตรของพระภิกษุสงฆ์  ข้างพระภิกษุสงฆ์ที่สวดอยู่นั้นเข้าใจว่าธรรมิกอุบาสกต้องการให้พวกท่านหยุดสวดจึงได้เลิกสวดและเดินทางกลับวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ชั่วครู่ต่อมาธรรมิกอุบาสกก็ได้บอกกับบวกบุตรธิดาของตนว่ามีรถทิพย์จำนวน 6 คันมาจอดรอเพื่อรับเขาอยู่  และในที่สุดเขาได้ตัดสินในเลือกรถที่ส่งมาจากสวรรค์ดุสิต และได้บอกให้ลูกคนหนึ่งโยนพวงมาลัยไปคล้องรถคันที่มาจากสวรรค์ชั้นดุสิตนั้น  พอธรรมิกอุบาสกสิ้นใจตายก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้น คนที่ทำความดีย่อมจะบันเทิงในโลกนี้และในโลกนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อมาพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 16 นี้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โส โมทติ โส ปโมทติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโนฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนทำบุญกุศลไว้แล้ว ย่อมบันเทิงในโลกทั้งสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือบันเทิงในโลกนี้ ล่วงลับไปแล้วก็ไปบันเทิงในโลกหน้า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาย่อมร่าเริง บันเทิงใจ เพราะมองเห็นกรรมบริสุทธิ์ของตนเอง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมากบรรลุพระโสดาบันเป็นต้น พระธรรมเทศนามีประโยชน์แก่มหาชน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;--------------------------------------------------------------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-7426316992332048470?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/7426316992332048470/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=7426316992332048470' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/7426316992332048470'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/7426316992332048470'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/11_20.html' title='11เรื่องธรรมิกอุบาสก'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-5653154276526634234</id><published>2007-09-20T00:46:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:23:11.772-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จุนทสูกริกะ'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><title type='text'>10เรื่องจุนทสูกริกะ</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่พระเวฬุวันในกรุงราชคฤห์  ทรงปรารภนายจุนทะคนชำแหละสุกร ได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 15 นี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลจากวัดพระเวฬุวัน มีชายชำแหละเนื้อสุกรผู้หนึ่งมีจิตใจโหดร้ายทารุณมาก ชื่อว่านายจุนทะ  นายจุนทะคนนี้เป็นผู้ชำแหละสุกรมาเป็นเวลานานถึง 55 ปี  เขาไม่เคยทำบุญให้ทานแม้แต่ครั้งเดียว ก่อนจะตายนายจุนทะมีความเจ็บปวดทุรนทุรายลงคลานส่งเสียงร้องเหมือนเสียงสุกรอยู่เป็นเวลานานถึงเจ็ดวัน  เป็นความทุกข์ก่อนตายที่มีลักษณะคล้ายกับตกนรก พอถึงวันที่ 7 นายจุนทะก็สิ้นชีวิตและได้ไปเกิดในนรกขุมอเวจี  ดังนั้นคนที่ทำชั่วก็มักจะต้องเดือดร้อนเพราะกรรมชั่วที่ตนเองทำไว้ เขาจะเดือดร้อนทั้งในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้และเมื่อตายไปในโลกหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกี่ยวกับเรื่องนี้พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่  15 นี้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โส โสจติ โส วิหญฺญติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทิสวา กมฺมกิลิฏฺฐมตฺตโนฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนทำชั่วย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือ เศร้าโศกในโลกนี้ และเศร้าโศกในโลกหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขาย่อมเศร้าโศก  ย่อมเดือดร้อน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะมองเห็นกรรมชั่วของตนเอง.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ชนเป็นอันมากบรรลุพระโสดาบันเป็นต้น พระธรรมเทศนามีประโยชน์แก่มหาชน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-5653154276526634234?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/5653154276526634234/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=5653154276526634234' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/5653154276526634234'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/5653154276526634234'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/10.html' title='10เรื่องจุนทสูกริกะ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-8495176144119969486</id><published>2007-09-20T00:33:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:24:13.250-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระนันทเถระ'/><title type='text'>09เรื่องพระนันทเถระ</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่วัดพระเชตวันในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภท่านพระนันทเถระพร ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 13 และพระคาถาที่ 14 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งเมื่อพระศาสดาประทับที่วัดพระเวฬุวันในกรุงราชคฤห์ พระเจ้าสุทโธทนะพระราชบิดาได้ส่งทูตหลายคณะมาทูลเชิญพระศาสดาเสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์  ในที่สุดพระพุทธองค์จึงได้เสด็จไปพร้อมด้วยพระอรหันต์จำนวน 20000 รูป  ในวันแรกที่เสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์พระองค์ได้ตรัสเวสสันดรชาดกให้พระญาติได้ฟัง ในวันที่ 2 ได้เสด็จเข้าไปในเมืองและได้ตรัสพระคาถาที่เริ่มบาทแรกว่า “อุตฺติฏเฐ นปฺปมชฺเชยฺย” ซึ่งแปลว่า “บุคคลพึงขยัน ไม่พึงประมาท” ซึ่งเมื่อพระราชบิดาทรงสดับแล้วได้บรรลุพระโสดาปัตติผล  และเมื่อเสด็จเข้าไปไปพระราชวังได้ตรัสพระคาถาซึ่งมีความในบาทแรกว่า “ธมฺมํ จเร สุจริตํ” ซึ่งแปลว่า “บุคคลพึงประพฤติธรรมที่สุจริต” ในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนาพระราชบิดาได้บรรลุพระสกทาคามิผล  หลังจากเสวยภัตตาหารแล้วได้ตรัสจันทกินนรีชาดกซึ่งเกี่ยวโยงกับคุณธรรมของพระมารดาของราหุล(พระนางยโสธรา หรือพิมพา) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พอถึงวันที่ 3  ได้มีพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชายนันทะพระพุทธอนุชา(พระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางปชาบดีโคตรมี พระน้านาง)  พระศาสดาได้เสด็จไปฉันภัตตาหารในพิธีและพอเสด็จกลับก็ได้ทรงส่งบาตรให้เจ้าชายนันทะ  แล้วไม่ยอมรับบาตรรคืน เจ้าชายนันทะถือบาตรตามเสด็จพระศาสดาไป  ข้างฝ่ายเจ้าสาวคือเจ้าหญิงชนปทกัลยาณีเมื่อเห็นเจ้าชายนันทะตามเสด็จพระศาสดาไปก็ได้รีบไปร้องตะโกนขอให้เจ้าชายนันทะรีบกลับมา  เมื่อเสด็จถึงวัดพระเวฬุวัน  เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้ผนวชเป็นภิกษุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พระศาสดาได้เสด็จออกจากวัดพระเวฬุวันไปประทับอยู่ที่วัดพระเชตวันที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย  ขณะที่พระนันทะพำนักอยู่ที่นี่ก็มีความกระวนกระวายใคร่จะลาเพศบรรพชิตออกไปเป็นคฤหัสถ์ เพราะยังจดจำคำสั่งลาของเจ้าหญิงชนบทกัลยาณีที่ทรงตะโกนสั่งไห้รีบกลับมานั้นอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พระศาสดาทรงทราบเรื่องนี้ ก็ได้ทรงใช้อำนาจฤทธิ์พาพระนันทะไปชมนางเทพธิดารูปร่างสะคราญในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมีความสะสวยงดงามกว่าเจ้าหญิงชนบทกัลยาณีมาก พระศาสดาได้ทรงประทานคำมั่นสัญญากับพระนันทะว่าหากพระนันทะปฏิบัติธรรมอยู่ต่อไปโดยไม่สึกพระองค์จะประทานนางเทพธิดาร่างสะคราญเหล่านั้นแก่พระเจ้าชายนันทะ  พวกภิกษุทั้งหลายพากันเย้ยหยันพระนันทะว่าเหมือนกับถูกจ้างให้ปฏิบัติธรรมเพื่อจะได้หญิงงามเป็นค่าจ้าง พระนันทะรู้สึกเดือดร้อนและละอายใจมาก จึงได้ปลีกวิเวกไปมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจังจนกระทั่งได้บรรลุพระอรหัตตผล  เมื่อได้เป็นพระอรหันต์แล้วจิตของท่านก็หลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง และพระศาสดาก็ได้หลุดพ้นจากคำสัญญาที่ได้ประทานแก่เจ้าชายนันทะ   ซึ่งเรื่องนี้พระศาสดาทรงหยั่งรู้ด้วยพระญาณพิเศษตั้งแต่แรกแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภิกษุทั้งหลาย ซึ่งแต่เดิมทราบมาว่าพระนันทะมิได้เข้ามาบวชเป็นพระด้วยความเต็มใจ  จึงได้สอบถามความรู้สึกของท่านอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อพระนันทะตอบว่าท่านไม่มีความยึดมั่นในชีวิตฆราวาสต่อไปแล้ว  พวกภิกษุก็คิดว่าพระเจ้าชายนันทะพูดไม่จริง  จึงได้นำเรื่องนี้ไปทูลพระศาสดา และในขณะเดียวกันก็ได้แสดงความสงสัยในคำพูดของท่าน  พระศาสดาจึงได้ตรัสว่า เดิมสภาวะจิตของพระนันทะเป็นเหมือนหลังคาบ้านที่มุงไว้ไม่ดี ฝนก็ย่อมรั่วรดลงมาได้ แต่บัดนี้จิตของท่านมีลักษณะเหมือนบ้านที่มุงหลังคาไว้ดีแล้วฝนจึงรั่วรดลงมาไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 13 และพระคาถาที่ 14 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยถา อคารํ ทุจฉนฺนํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วุฏฺฐิ สมติวิชฺฌติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอวํ อภาวิตํ จิตฺตํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราโค สมติวิชฺฌติฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านที่มุงไม่ดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝนย่อมราวรดเข้าได้ ฉันใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิตที่ไม่ได้อบรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคะย่อมรั่วเข้าไปครอบงำได้ ฉันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ยถา อคารํ สุจฺฉนฺนํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วุฏฺฐิ  น สมติวิชฌติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอวํ สุภาวิตํ จิตฺตํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราโค น สมติวิชฺฌติฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้านที่มุงดี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝนย่อมรั่วรดเข้าไม่ได้ ฉันใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิตที่อบรมดีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราคะย่อมรั่วเข้าไปครอบงำไม่ได้ ฉันนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ผู้คนเป็นอันมาก สำเร็จพระโสดาบันเป็นต้น พระธรรมเทศนามีประโชน์แก่มหาชน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-8495176144119969486?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/8495176144119969486/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=8495176144119969486' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/8495176144119969486'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/8495176144119969486'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/09.html' title='09เรื่องพระนันทเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-3187342796091695516</id><published>2007-09-20T00:27:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:25:07.542-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='สญชัย'/><title type='text'>08เรื่องสญชัย</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน ทรงปรารภการไม่มาเข้าเฝ้าของสญชัยซึ่งพระอัครสาวกทั้งสองชักชวนแล้ว ได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 11 และพระคาถาที่ 12 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุปติสสะและโกลิตะเป็นชายหนุ่มจากหมู่บ้านอุปติสสะและหมู่บ้านโกลิตะซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์  ทั้งสองคนไปชมมหรสพอยู่บนยอดภูเขาแล้วเกิดความตระหนักถึงความไม่เที่ยงของทุกสิ่งทุกอย่างจึงได้ตัดสินใจแสวงหาความหลุดพ้น ในเบื้องแรกทั้งสองคนได้เข้าไปเป็นศิษย์ของอาจารย์สญชัยซึ่งเป็นปริพาชกในกรุงราชคฤห์ แต่ไม่สมใจในคำสอนของสญชัย จึงได้ออกเดินทางตระเวนไปทั่วชมพูทวีป(อินเดีย)แล้วกลับมาที่กรุงราชคฤห์ดังเดิม หลังจากตระเวนหาแล้วไม่พบธรรมะอย่างแท้จริง  ทั้งสองจึงได้ทำความตกลงกันว่าหากคนใดคนหนึ่งได้ไปพบธรรมะที่แท้จริงก็จะต้องบอกแก่กันและกัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อยู่มาวันหนึ่งอุปติสสะไปพบพระอัสสชิเถระและได้เรียนรู้จากท่านถึงแก่นแท้ของธรรมะ ซึ่งพระอัสสะได้กล่าวเป็นพระคาถาว่า “เย  ธมฺมา เหตุปพฺภวา เตสํ เหตุ ตถาคโต อาห เตสญฺจ โย นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมโณ” ซึ่งแปลความได้ว่า สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น และความดับไปแห่งเหตุทั้งหลายเหล่านั้ พระมหาสมณะมีปกติกล่าวอย่างนี้” เมื่อได้ฟังพระคาถานี้แล้วอุปติสสะก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผล จากนั้นก็ได้ทำคำที่ให้สัญญากันไว้กับโกลิตะ คือได้ไปบอกกับสหายผู้นี้ว่าตนได้บรรลุถึงความไม่ตายแล้วได้นำพระคาถานั้นมาว่าให้โกลิตะฟัง โกลิตะได้ฟังแล้วก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันอีกเช่นกัน  ทั้งสองคนรำลึกถึงอาจารย์สญชัยจึงชวนกันไปพบและเรียนท่านว่า “พวกเราได้พบบุคคลที่จะชี้แนะหนทางแห่งความไม่ตายแล้ว บัดนี้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาแล้วในโลก พระธรรมก็เกิดขึ้นมาแล้ว พระสงฆ์ก็เกิดขึ้นมาแล้ว..มาเถิดจงไปพบกับอาจารย์ท่านนั้นกัน” คนทั้งสองวาดหวังไว้ว่าอดีตอาจารย์ของตนผู้นี้จะตามไปพบกับพระพุทธเจ้าและเมื่อได้ฟังธรรมแล้วก็จะได้บรรลุมรรคผล แต่ท่านสญชัยปฏิเสธไม่ยอมตามไปด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดังนั้นอุปติสสะและโกลิตะพร้อมด้วยบริวารจำนวน ๒๕๐ คน จึงได้ไปเฝ้าพระพุทธจ้าที่วัดเวฬุวัน  และทั้งสองคนก็ได้บรรพชาอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา  อุปติสสะในฐานะเป็นบุตรของนางรูปสารีจึงมีชื่อว่า พระสารีบุตรเถระ ส่วนโกลิตะเป็นบุตรของนางโมคคัลลีจึงมีชื่อว่า มหาโมคคัลลานะ  ในวันที่ 7 หลังจากบวชพระโมคคัลลานะก็ได้บรรลุอรหัตตผล ส่วนพระสารีบุตรได้บรรลุพระอรหัตตผลหลังจากอุปสมบทได้ 15 วัน ในวันนั้นเองพระพุทธเจ้าได้สถาปนาท่านทั้งสองไว้ในตำแหน่งอัครสาวกขวาซ้ายคือ พระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากนั้นพระอัครสาวกทั้งสองได้กราบทูลพระศาสดาเรื่องที่ท่านขึ้นไปชมมหรสพบนภูเขา ไปพบกับพระอัสสชิ และได้บรรลุพระโสดาปัตติผล  หลังจากนั้นก็ได้ไปชวนอดีตอาจารย์สญชัยโดยกะว่าจะให้เดินทางมาพร้อมกับพวกตน แต่สญชัยได้กล่าวว่า “เราเป็นอาจารย์มีลูฏศิษยลูกหามากมาย จะให้เรามาเป็นศิษย์คนอื่นนั้นก็จะเหมือนกับการเปลี่ยนตุ่มน้ำให้เป็นถ้วยน้ำชา” นอกจากนั้นแล้วท่านก็ยังบอกด้วยว่า คนที่ฉลาดมีน้อย ส่วนพวกคนโง่มีมาก ก็ให้พวกคนฉลาดไปหาพระสมณโคดมผู้ฉลาด  ส่วนพวกคนโง่ก็จะมาหาเราผู้เป็นคนโง่  พวกท่านทั้งสองจงไปตามทางของพวกท่านเถิด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ดังนั้น พระศาสดาทรงชี้ว่า เพราะทิฐินั้นเองทำให้ท่านสญชัยต้องพลาดจากการได้เห็นธรรมว่าเป็นธรรม เมื่อสญชัยยังเห็นอธรรมว่าเป็นธรรมก็จะยังไม่สามารถบรรลุถึงธรรมที่แท้จริงได้ จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 11 และพระคาถาที่ 12 ว่าดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อสาเร สารมติโน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเร จ อสารทสฺสิโน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เต สารํ นาธิคจฺฉติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มิจฺฉาสงฺกปฺปโคจราฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ใดเห็นสิ่งที่ไม่เป็นสาระว่าเป็นสาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นสิ่งที่เป็นสาระว่าไร้สาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขามีความคิดผิดเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย่อมไม่ประสบสิ่งที่เป็นสาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สารญฺจ  สารโต ญตฺวา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อสารญฺจ อสารโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เต สารํ อธิคจฺฉติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมฺมาสงฺกปฺปโคจรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้เข้าใจสิ่งที่เป็นสาระว่าเป็นสาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นสิ่งที่ไร้สาระว่าไร้สาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีความคิดเห็นชอบ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ย่อมประสบสิ่งที่เป็นสาระ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง คนเป็นจำนวนมากได้บรรลุพระโสดาปัตติผลเป็นต้น พระธรรมเทศนามีประโชน์แก่พุทธบริษัทที่มาประชุมกัน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-3187342796091695516?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/3187342796091695516/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=3187342796091695516' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/3187342796091695516'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/3187342796091695516'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/08.html' title='08เรื่องสญชัย'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-9161722350073726302</id><published>2007-09-20T00:17:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:27:03.550-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระเทวทัต'/><title type='text'>07เรื่องพระเทวทัต</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี  ทรงปรารภการได้ผ้ากาสาวพัสตร์จากแคว้นคันธาระของพระเทวทัต ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 8 และ พระคาถาที่ 9 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งพระอัครสวกทั้งสอง คือ พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเดินทางจากกรุงสาวัตถึไปที่กรุงราชคฤห์  ณ ที่นั้นประชาชนชาวกรุงราชคฤห์ได้นิมนต์พระอัครสาวกทั้งสองและพระภิกษุบริวารของท่านจำนวนหนึ่งพันรูปไปฉันภัตตาหารเช้า  ในโอกาสนี้เองมีอุบาสกคนหนึ่งถวายผ้ามีมูลค่าหนึ่งแสนกหาปณะให้แก่พวกคนที่ดำเนินการในพิธีถวายภัตตาหารในครั้งนี้  โดยแนะนำพวกเขาว่าควรจะนำผ้านี้ขายแล้วเอาเงินที่ได้จากการขายผ้านี้ไปเป็นค่าใช้จ่าย แต่ถ้าหากไม่ขาดแคนเงินก็ให้นำผ้าผืนนี้ถวายพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามแต่จะเห็นสมควร  การณ์ปรากฏว่าไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลนเงินและจะต้องนำผ้าไปถวายแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง   เนื่องจากว่าพระอัครสาวกทั้งสองไปที่กรุงราชคฤห์เป็นครั้งคราว ส่วนพระเทวทัตเป็นพระที่อยู่เมืองนี้เป็นประจำ  ชาวเมืองจึงถวายผ้าผืนนี้แก่พระเทวทัต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พระเทวทัตรีบนำผ้ามีมูลค่ามากนั้นมาทำเป็นจีวรห่มในทันที  เมื่อพระภิกษุรูปหนึ่งเดินทางจากกรุงราชคฤห์มาที่กรุงสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระศาสดา และได้กราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ  พระศาสดาตรัสว่า มิใช่ครั้งแรกที่พระเทวทัตห่มจีวรที่ตนไม่สมควรจะห่ม และพระศาสดาได้นำเรื่องอดีตมาแสดงว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พระเทวทัตเป็นพรานล่าช้างในอดีตชาติหนึ่ง  ครั้งนั้นมีช้างจำนวนมากอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง  วันหนึ่งนายพรานนั้นสังเกตเห็นพวกช้างคุกเข่าทำความเคารพพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่พวกตนพบเห็น  เมื่อสังเกตเห็นเช่นนี้แล้วนายพรานล่าช้างนั้นก็ได้ไปขโมยจีวรสีเหลืองของพระปัจเจกพุทธเจ้ามาคลุมกายของตนเอง จากนั้นก็ได้ถือหอกไปคอยพวกช้างอยู่ในเส้นทางสัญจรปกติของพวกช้าง  เมื่อพวกช้างมาถึงเห็นนายพรานเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็คุกเข่าลงทำความเคารพเช่นเคย  นายพรานช้างก็ได้ถือโอกาสใช้หอกซัดฆ่าช้างตัวที่อยู่ท้ายสุด และได้กระทำเช่นนี้เรื่อยมาเป็นเวลาหลายวัน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;พระโพธิสัตว์เป็นพระยาช้างโขลงนั้น   สังเกตเห็นว่าช้างบริวารลดจำนวนลงจึงได้ตัดสินใจหาสาเหตุโดยให้ช้างบริวารเดินนำหน้าส่วนพระยาช้างเองเดินตามหลัง  พระโพธิสัตว์คอยระวังอยู่ตลอดเวลา  เมื่อนายพรานพุ่งหอกมาก็สามารถหลบหลีกได้ทัน แล้ววิ่งไปใช้งวงรวบนายพรานช้างกำลังจะฟาดตัวลงที่พื้นดิน แต่เผอิญมองเห็นผ้ากาสาวพัสตร์ที่นายพรานช้างนำมาใช้คลุมกายไว้ จึงยับยั้งใจไว้ชีวิตแก่นายพรานช้าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;นายพรานถูกตำหนิที่พยายามฆ่าผู้อื่นโดยใช้ผ้ากาสาวพัสตร์มาคลุมกาย และกระทำในสิ่งชั่วช้าเช่นนี้  นายพรานไม่ควรที่จะนำผ้ากาสาวพัสตร์ที่เป็นเครื่องนุ่งห่มของผู้หมดกิเลสมานุ่งห่ม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 9 และที่ 10 ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนิกฺกสาโว กาสาวํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โย วตฺถํ  ปริทเหสฺสติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อเปโต ทมสจฺเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น โส กาสาวมหรติฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนกิเลสหนา ปราศจากการบังคับตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไร้สัจจะ ไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;        &lt;br /&gt;โย จ วนฺตกสาววสฺส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สีเลน สุสมาหิโต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อุเปโต ทมสจฺเจน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;น โส กาสาวมหรติฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนหมดกิเลส มั่นคงในศีล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีสัจจะ ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ภิกษุที่เดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้าและกราบทูลเรื่องนี้ ได้บรรลุพระโสดาบัน ส่วนภิกษุอื่นอีกเป็นจำนวนมากได้บรรลุพระโสดาปัตติผลเป็นต้น พระธรรมเทศนาได้มีประโยชน์แก่มหาชน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-9161722350073726302?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/9161722350073726302/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=9161722350073726302' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/9161722350073726302'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/9161722350073726302'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/07.html' title='07เรื่องพระเทวทัต'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-5213457741677651501</id><published>2007-09-20T00:06:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:28:03.148-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='จุลกาลและมหากาล'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><title type='text'>06เรื่องจุลกาลและมหากาล</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่ป่าไม้สีเสียดใกล้เมืองตัพยะ  ทรงปรารภมหากาลและจุลกาล ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 7 และพระคาถาที่ 8 นี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งทั้งมหากาลและจุลกาลเมื่อเดินทางไปค้าขายได้มีโอกาสฟังพระธรรมเทศนาจากพระศาสดา  หลังจากสดับพระสัทธรรมเทศนาแล้ว ฝ่ายมหากาลได้ทูลขอบรรพชาอุปสมบทจากพระศาสดา  ส่วนจุลกาลก็ได้บรรพชาอุปสมบทเหมือนกัน แต่เป็นการบวชเพียงเพื่อจะสึกแล้วชวนให้พี่ชายสึกตามไปด้วยเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;มหากาลมีความตั้งใจในการปฏิบัติสมณธรรมมาก  ได้ไปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าช้าตามแบบ โสสาสนิกธุดงค์  และพิจารณาถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอัตตา จนในที่สุดได้บรรลุความรู้แจ้งเห็นจริงได้เป็นพระอรหันต์  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ต่อมาพระศาสดาและสาวกทั้งหลายรวมทั้งภิกษุมหากาลและจุลกาลนี้ด้วย ได้เข้าไปอยู่ในป่าสิงสปะใกล้เมืองเสตัพยะ  ในช่วงนั้นเองพวกอดีตภรรยาของพระจุลกาลได้อาราธนาพระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสาวกทั้งหลายไปที่บ้านของพวกตน  พระจุลกาลได้เดินทางล่วงหน้าไปที่บ้านภรรยาเพื่อตระเตรียมปูอาสนะที่ประทับสำหรับพระศาสดาและสาวกทั้งหลาย  พอพระจุลกาลเดินทางไปถึงที่บ้านพวกภรรยาก็ได้บังคับให้พระจุลกาลสึกโดยเปลี่ยนชุดแต่งกายจากผ้ากาสาวพัสตร์มาเป็นชุดคฤหัสถ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในวันรุ่งขึ้น พวกอดีตภรรยาของพระมหากาลได้อาราธนาพระศาสดาและพระสงฆ์สาวกไปที่บ้านของพวกตนบ้าง โดยมีวัตถุประสงค์จะทำการสึกพระมหากาลอย่างเดียวกับที่ภรรยาของอดีตพระจุลกาลเคยทำกับพระจุลกาล  หลังจากเสร็จสิ้นถวายภัตตาหาร พวกอดีตภรรยาของพระมหากาลได้ทูลพระศาสดาขอให้พระมหากาลอยู่ก่อนเพื่อจะได้ “กล่าวอนุโมทนา” ดังนั้นพระศาสดาและพระสงฆ์สาวกทั้งหลายจึงได้กลับคืนสู่วิหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;หลังจากที่เดินทางมาถึงประตูหมู่บ้านพวกภิกษุทั้งหลายได้แสดงความไม่พอใจและหวาดวิตก  ที่พวกภิกษุเหล่านี้ไม่พอใจเพราะพระมหากาลได้รับพุทธานุญาตให้อยู่ที่บ้านอดีตภรรยาแต่โดยลำพัง ซึ่งเป็นที่น่าหวาดกลัวว่าจะเป็นเหมือนกรณีที่เกิดขึ้นกับพระจุลกาลพระน้องชาย คือจะถูกอดีตภรรยาจับสึกนั่นเอง  พระศาสดาตรัสว่าพระสองพี่น้องนี้ไม่เหมือนกัน คือ พระจุลกาลหมกมุ่นในกามคุณ มีความเกียจคร้านและอ่อนแอ ราวกับต้นไม้ที่ไม่แข็งแรง  ตรงกันข้ามมหากาลมีความบากบั่นขยันหมั่นเพียรมีจิตในเด็ดเดี่ยวและมีศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์  มีลักษะเหมือนเหมือนภูเขาศิลาล้วน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากนั้นพระศาสดาตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 7 และที่ 8 ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุภานุปสฺสึ  วิหรนฺตํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อินฺทริสุ อสํวุตํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โภชนมฺหิ อมตฺตญญุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กุสีตํ หีนวีริยํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตํ เว ปสหตี มาโร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วาโต รุกขํ ว ทุพพลํฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ตกเป็นทาสของความสวยงาม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ควบคุมอินทรีย์ทั้งหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่รู้จักประมาณในโภชนาหาร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกียจคร้าน ขาดความบากบั่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มารย่อมกำจัดเขาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนลมพัดพาต้นไม้ที่ไม่แข็งแรงได้ฉะนั้นฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;อสุภานุปสฺสึ  วิหรนฺตํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อินฺทริสุ สุสํวุตํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โภชนมฺหิ มตฺตญญํง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สทฺธํ อารทฺธวีริยํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตํ เว นปฺปสหตี มาโร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วาโต เสสํว ปพฺพตํฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ไม่ตกเป็นทาสของความสวยงาม  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ควบคุมอินทรีย์ทั้งหลายได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รู้จักประมาณในโภชนาหาร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีศรัทธา ขยันหมั่นเพียร  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มารย่อมกำจัดเขาไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนลมพัดพาภูเขาศิลาล้วนไม่ได้ฉะนั้นฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ในขณะพวกอดีตภรรยาของพระมหากาลกำลังจะมาช่วยกันเปลื้องสบงจีวรออกจากร่างของพระมหากาลอยู่นั้นเอง  พระเถระรู้ทันในวัตถุประสงค์ของอดีตภรรยา  จึงได้รีบลุกขึ้นยืนแล้วเหาะทะยานทะลุทะลวงผ่านหลังคาบ้านขึ้นสู่อากาศด้วยกำลังแห่งฤทธิ์  แล้วเหาะไปลงที่แทบพระบาทของพระศาสดาในช่วงพอดีกับที่พระศาสดาตรัสพระธรรมบททั้ง 2 พระคาถาข้างต้นจบลง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะเดียวกันนั้น พระภิกษุสงฆ์ที่มาประชุมกันอยู่นั้นก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-5213457741677651501?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/5213457741677651501/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=5213457741677651501' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/5213457741677651501'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/5213457741677651501'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/06.html' title='06เรื่องจุลกาลและมหากาล'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-1769505466555387059</id><published>2007-09-20T00:00:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:29:10.925-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ภิกษุชาวเมืองโกสัมพี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><title type='text'>05เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่วัดพระเขตวัน  ในกรุงสาวัตถี  ทรงปรารภภิกษุชาวเมืองโกสัมพี  ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 6 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกภิกษุชาวเมืองโกสัมพีเกิดผิดใจกันแตกแยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งปฏิบัติตามคำสั่งสอนของอาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางวินัยของพวกตน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็ปฏิบัติอาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านธรรมะของพวกตน  และได้มีปากมีเสียงทะเลาะกันอยู่เสมอๆ  แม้ว่าพระศาสดาจะห้ามปรามมิให้ทะเลาะกันอย่างไรก็ไม่ยอมหยุด จนพระศาสดาเอือมระอาเสด็จหนีไปจำพรรษาอยู่ที่รักขิตวันป่าปาลิเลยยกะ  โดยมีช้างปาลิเลยยะคอยอุปัฏฐาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ชาวเมืองโกสัมพีเมื่อทราบสาเหตุที่ทำให้พระศาสดาต้องเสด็จไปเช่นนั้นก็พากันไม่ใส่บาตรถวายทานแก่พวกภิกษุที่ยังเหลืออยู่ทั้งหมด  ข้อนี้ทำให้พวกภิกษุทั้งหลายตระหนักถึงความผิดของพวกตนและเริ่มเกิดความสามัคคีปรองดองระหว่างกัน  แต่พวกชาวบ้านก็ยังไม่ยอมปฏิบัติต่อภิกษุเหล่านั้นด้วยความเคารพเหมือนเดิม จะต้องให้ไปขอขมาโทษพระศาสดาเสียก่อน  แต่ว่าช่วงนั้นพระศาสดาเป็นช่วงกลางพรรษาพวกภิกษุจึงไปขอขมาโทษมิได้  ดังนั้นพวกภิกษุจึงอยู่จำพรรษานั้นด้วยความทุกข์ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อออกพรรษาพระอานนท์และภิกษุ 500 รูปได้ไปเฝ้าพระศาสดาและได้กราบทูลบอกคำอัญเชิญของท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีและอุบาสกอุบาสิกาอื่นๆที่ขอให้พระองค์เสด็จกลับ  ต่อมาพระศาสดาก็ได้เสด็จกลับวัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี  พวกภิกษุทั้งหลายได้พร้อมกันไปหมอบลงที่เบื้องพระบาทและขอขมาโทษต่อพระศาสดา  พระศาสดาได้ทรงตำหนิภิกษุเหล่านั้นที่ไม่เชื่อฟังพระโอวาทของพระองค์  ได้ตรัสบอกให้พวกภิกษุเหล่านั้นให้จดจำใส่ใจไว้ว่าพวกตนจะต้องตายในวันหนึ่งและเพราะฉะนั้นก็จะต้องหยุดทะเลาะวิวาทกันและจะต้องไม่ทำเหมือนกับว่าพวกตนจะไม่ตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 6 นี้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;. &lt;br /&gt;ปเร จ น วิชานฺติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มยเมตฺถ ยมามเส&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตโต สมฺมนฺติ เมธคาฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนเหล่าอื่นมักไม่รู้ว่าพวกเรากำลังฉิบหาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะการวิวาทกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนผู้ที่รู้ในข้อนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะไม่ทะเลาะวิวาทกัน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระภิกษุที่มาประชุมกันทั้งหมดได้บรรลุพระโสดาปัตติผลเป็นต้น.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-1769505466555387059?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/1769505466555387059/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=1769505466555387059' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/1769505466555387059'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/1769505466555387059'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/05.html' title='05เรื่องภิกษุชาวเมืองโกสัมพี'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-2915983472043457193</id><published>2007-09-19T23:57:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:30:12.862-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='นางกาลียักษิณี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><title type='text'>04เรื่องนางกาลียักษิณี</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวัน กรุงสาวัตถี  ทรงปรารภหญิงที่เป็นหมันผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 5 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่งมีคฤหบดีผู้หนึ่งมีภรรยาเป็นหมัน  ต่อมาเขาได้นำหญิงอีกคนหนึ่งมาเป็นภรรยา  เหตุการณ์โกลาหลเกิดขึ้นเมื่อภรรยาคนอายุมากนำยาแท้งลูกมาให้ภรรยาคนอายุน้อยกิน จนกระทั่งภรรยาอายุน้อยตกเลือดเสียชีวิตไปในที่สุด  ในชาติต่อมา หญิงทั้งสองคนนี้ก็ตามล้างตามผลาญกันอีก โดยหญิงคนหนึ่งเกิดเป็นไก่ ส่วนหญิงอีกคนหนึ่งเกิดเป็นแมว  อีกชาติต่อมาเมื่อหญิงคนหนึ่งเกิดเป็นเนื้อสมัน หญิงอีกคนหนึ่งเกิดเป็นนางเสือดาว  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และในที่สุดคนหนึ่งมาเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีในกรุงสาวัตถี ส่วนอีกคนหนึ่งมาเกิดเป็นทางยักษิณี  นางยักษิณีตนนี้มีชื่อว่านางกาลียักษิณี ได้ไล่ติดตามหญิงบุตรสาวของเศรษฐีที่อุ้มบุตรอยู่ในวงแขน เมื่อนางผู้ถูกไล่ติดตามนี้ทราบว่าพระศาสดาประทับอยู่กำลังทรงแสดงธรรมอยู่ที่วัดพระเชตวัน จึงวิ่งหนีไปทางนั้นแล้วนำบุตรที่อุ้มมาไปวางลงที่เบื้องบาทของพระศาสดา นางกาลียักษิณีถูกเทวดาผู้รักษาประตูพระเชตวันสกัดไว้ที่ประตูมาไม่ยอมให้เข้าไป  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ต่อมาพระศาสดาได้อนุญาตให้นางเข้าไปได้  และทั้งสองคนคือหญิงที่เป็นมนุษย์กับหญิงที่เป็นยักษ์ก็ได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระศาสดา  โดยพระศาสดาได้ตรัสเล่าเรื่องที่ทั้งสองเคยล้างผลาญกันมาในในอดีตชาติ ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นภรรยาของสามีคนเดียวกัน เป็นแมวและเป็นแม่ไก่ เป็นเนื้อสมันและเป็นนางเสือดาว  หญิงทั้งสองถูกอบรมสั่งสอนให้เห็นว่าเวรมีแต่จะก่อเวร เวรจะระงับได้ด้วยมิตรภาพ  การเข้าใจและไมตรีเท่านั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 5 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;น หิ เวเรน เวรานิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมฺมันตีธ กุทาจนํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อเวเรน จ สมฺมนฺติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอส ธมฺโม สนนฺตโนฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไหนแต่ไรมา ในโลกนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวรไม่มีวันระงับด้วยการจองเวร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อนี้เป็นสนาตนธรรม.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง  นางยักษิณีได้บรรลุพระโสดาบัน และพระธรรมเทศนาก็ได้มีประโยชน์แก่พุทธบริษัทที่มาประชุมกัน.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-2915983472043457193?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/2915983472043457193/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=2915983472043457193' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/2915983472043457193'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/2915983472043457193'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/04.html' title='04เรื่องนางกาลียักษิณี'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-5056858545329618484</id><published>2007-09-19T23:46:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:31:12.134-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระติสสเถระ'/><title type='text'>03เรื่องพระติสสเถระ</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี  ทรงปรารภพระติสสเถระ  ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 3 และพระคาถาที่ 4 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระติสสเถระ เป็นบุตรพระญาติข้างพระมารดาของพระศาสดา  ครั้งหนึ่งได้มาอยู่กับพระศาสดา  ติสสเถระอุปสมบทเป็นภิกษุเมื่อตอนชราภาพแล้ว  แต่ได้ทำตัวเหมือนกับว่าเป็นพระเถระและจะแสดงความดีใจเมื่อพระอาคันตุกะขออนุญาตทำกิจวัตรที่พระผู้น้อยสมควรทำแก่พระผู้ใหญ่กับท่าน ตรงกันข้ามท่านติสสเถระไม่ยอมทำกิจวัตรที่ตนในฐานะที่เป็นพระพรรษาน้อยจะต้องทำแก่พระผู้ใหญ่  ยิ่งไปกว่านั้นท่านก็ยังทะเลาเบาะแว้งกับพระภิกษุหนุ่มอยู่เป็นประจำ  หากมีใครว่ากล่าวตักเตือนในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของตนนี้ ท่านก็จะนำเรื่องไปฟ้องกับพระศาสดา  แล้วแสร้งบีบน้ำตาห้องไห้แสดงความไม่พอใจและความผิดหวังออกมา  พวกพระอื่นๆก็ได้ติดตามพระติสสเถระไปเฝ้าพระศาสดา  พระศาสดาได้ตรัสสอนพระภิกษุทั้งหลายไม่ให้สร้างความรู้สึกผูกใจเจ็บ  เพราะเวรนี้ไม่สามารถระงับได้ด้วยการจองเวร  &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบทพระคาถาที่ 3 และพระคาถาที่ 4  นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อกฺโกจฺฉิ มํ  อวธิ มํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อชินิ มํ  อหาสิ เม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย จ ตํ อุปนยฺหนฺติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวรํ เตสํ น สัมมติ.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนเหล่าใด ผูกใจเจ็บว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันด่าเรา มันทุบตีเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันชนะเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันขโมยของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวรของพวกเขา ไม่มีวันระงับได้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อกฺโกจฉิ มํ อวธิ มํ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อชินิ มํ อหาสิ เม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวรํ เตสูปสมฺมติฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชนเหล่าใด ไม่ผูกใจเจ็บว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันด่าเรา มันทุบตีเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันชนะเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันขโมยของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวรของพวกเขา ย่อมมีวันระงับได้.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; &lt;br /&gt;เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุหนึ่งแสนรูปได้บรรลุพระโสดาปัตติผลเป็นต้น พระธรรมเทศนามีผลมากแก่มหาชน พระติสสเถระที่หัวดื้อก็กลายเป็นคนว่าง่าย.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-5056858545329618484?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/5056858545329618484/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=5056858545329618484' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/5056858545329618484'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/5056858545329618484'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/03.html' title='03เรื่องพระติสสเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-6680461266420478335</id><published>2007-09-19T23:40:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:32:49.775-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='มัฏฐกุณฑลี'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><title type='text'>02เรื่องมัฏฐกุณฑลี</title><content type='html'>เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ที่พระเชตวัน กรุงสาวัตถี  ทรงปรารภมัฏฐกุณฑลี ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 2 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มัฏฐกุณฑลีเป็นชายหนุ่ม มีบิดาชื่อ อทินนปุพพกะ ซึ่งเป็นเศรษฐีที่มีความตระหนี่ไม่เคยบริจาคทานให้แก่ผู้ใด  แม้แต่เครื่องประดับสำหรับบุตรชายเขาก็ทำให้เอง เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย(ค่ากำเหน็จ)สำหรับช่างเงินช่างทอง  เมื่อบุตรชายคนนี้ล้มเจ็บลง แทนที่ท่านเศรษฐีจะไปจ้างแพทย์มาทำการรักษาก็ใช้ยากลางบ้านมารักษาตามมีตามเกิด จนกระทั่งอาการของบุตรชายเข้าขั้นโคมา  เมื่อรู้ว่าบุตรชายจะต้องตายแน่แล้ว  เขาก็นำบุตรชายที่มีอาการร่อแร่ใกล้ตายนั้นออกไปนอนเสียนอกบ้าน เพื่อที่ว่าคนอื่นๆที่มาเยี่ยมลูกชายที่บ้านจะได้ไม่สามารถมองเห็นทรัพย์สมบัติของเขาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเช้าวันนั้น พระศาสดาทรงใช้ข่ายคือพระญาณของพระองค์(ลักษณะคล้ายๆกับเรดาร์แต่มีสมรรถนะเหนือกว่ามาก)ทำการตรวจจับดูอัธยาศัยของคนที่จะได้เสด็จไปโปรด  ก็ได้พบมัฏฐกุณฑลีนี้มาปรากฏอยู่ในข่าย  ดังนั้นเมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีจึงได้ไปประทับยืนอยู่ที่ใกล้ประตูบ้านของอทินนบุพกเศรษฐี  พระศาสดาทรงฉายฉัพพรรณรังสีไปยังที่ที่มัฏฐกุณฑลีนอนหันหน้าเข้าหาตัวเรือน  มัฏฐกุณฑลีได้หันกลับมามองดูพระศาสดา แต่ตอนนั้นอาการป่วยของเขาร่อแร่จนไม่สามารถทำสิ่งใดได้นอกจากน้อมใจทำการเคารพพระศาสดา  เมื่อมัฏฐกุณฑลีสิ้นชีวิตด้วยจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาต่อพระศาสดา ก็ได้ไปเกิดอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไปเกิดอยู่บนสวรรค์แล้ว มัฏฐกุณฑลีมองลงมาด้วยตาทิพย์เห็นบิดาเข้าไปรำพึงรำพันถึงเขาอยู่ในป่าช้า ก็ได้แปลงตัวมาเป็นชายชรามีรูปร่างเหมือนกับมัฏฐกุณฑลีไม่มีผิด  ร่างแปลงนั้นได้บอกบิดาของเขาว่าเขาได้ไปเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว และได้พูดกระตุ้นบิดาให้ไปทูลนิมนต์พระศาสดามารับภัตตาหารที่บ้าน  และที่บ้านของอทินนปุพพกเศรษฐีก็มีการตั้งคำถามขึ้นมาว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่บุคคลตายแล้วจะไปเกิดบนสวรรค์เพียงแค่ทำใจให้มีศรัทธาในพระพุทธเจ้าเท่านั้น โดยไม่มีการถวายทาน และรักษาศีลแต่ประการใดทั้งสิ้น  ดังนั้นพระศาสดาจึงทรงอธิษฐานจิตให้มัฏฐกุณฑลีมาปรากฏในร่างของเทวดา  และมัฏฐกุณฑลีก็ได้มาปรากฏตัวในร่างของเทวดาพร้อมด้วยเครื่องประดับที่เป็นทิพย์ และได้บอกว่าตนได้ไปเกิดอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จริงๆ  เมื่อมีหลักฐานพยานปรากฏเช่นนี้แล้ว คนที่มาชุมนุมกันอยู่ ณ ที่นั้นก็เกิดความมั่นใจว่าบุตรชายของอทินนปุพพกเศรษฐีไปเกิดบนสวรรค์เพียงแค่ทำใจให้มีศรัทธาในพระศาสดาเท่านั้นเองได้จริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต่อแต่นั้นพระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบทที่ 2 นี้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มโนปุพพงฺคมา ธมฺมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มโนเสฏฺฐา มโนมยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มนสา เจ ปสนฺเนน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาสติ วา กโรติ วา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตโต นํ สุขมนฺวติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉายา ว  อนุปายินีฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกสิ่งทุกอย่างมีใจนำ มีใจเป็นใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำเร็จได้ด้วยใจ ถ้าคนเรามีใจบริสุทธิ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะพูดจะกระทำก็พลอยบริสุทธิ์ไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะการพูดและกระทำอันบริสุทธิ์นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสุขย่อมตามสนองเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนเงาติดตามตน.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง สัตว์แปดหมื่นสี่พันได้บรรลุธรรม มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร บรรลุโสดาปัตติผล อทินนกปุพพกพราหมณ์ บรรลุโสดาปัตติผลเช่นกันและเขาได้บริจาคทรัพย์เป็นจำนวนมากในพระพุทธศาสนา.&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-6680461266420478335?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/6680461266420478335/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=6680461266420478335' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/6680461266420478335'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/6680461266420478335'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/02.html' title='02เรื่องมัฏฐกุณฑลี'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8339631875151076119.post-5686324734625366567</id><published>2007-09-19T23:26:00.000-07:00</published><updated>2009-02-28T22:36:17.311-08:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระธรรมบท'/><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='พระจักขุปาลเถระ'/><title type='text'>บทที่1 01เรื่องพระจักขุปาลเถระ</title><content type='html'>ขณะที่พระศาสดาประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี ทรงปรารภพระจักขุปาลเถระผู้ตาบอด  ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 1 นี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหนึ่ง พระจักขุปาลเถระเดินทางไปเฝ้าพระศาสดาที่วัดพระเชตวัน ในคืนหนึ่งขณะที่ท่านเดินจงกรมอยู่นั้น พระเถระก็ได้เหยียบแมลง(เม่า)ตายโดยไม่มีเจตนา ในตอนเช้าพวกพระภิกษุที่ไปเยี่ยมพระเถระพบแมลงที่ตายนั้นเข้า มีความคิดว่าพระเถระทำสัตว์ให้ตายโดยเจตนา จึงนำความขึ้นทูลพระศาสดา  พระศาสดาได้ตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า เห็นพระเถระฆ่าแมงเหล่านั้นโดยเจตนาหรือไม่ เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่าไม่เห็น  ตรัสว่า “พวกเธอไม่เห็นจักขุปาลฆ่าสัตว์ฉันใด จักขุปาลก็ไม่เห็นแมลงเหล่านั้นฉันนั้น นอกจากนั้นแล้ว พระจักขุปาลนี้ก็เป็นพระอรหันต์แล้ว จึงไม่มีเจตนาที่จะฆ่าสัตว์และเป็นผู้บริสุทธิ์” เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า พระจักขุปาลเถระนี้เป็นถึงพระอรหันต์แต่เพราะเหตุใดจึงตาบอด พระศาสดาได้นำเรื่องในอดีตชาติของท่านมาตรัสเล่าว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอดีตชาติพระจักขุปาลเป็นแพทย์  ครั้งหนึ่งไปรักษาตาให้แก่คนไข้หญิงคนหนึ่ง  คนไข้หญิงคนนี้ได้ให้สัญญากับนายแพทย์ว่านางกับลูกๆจะยอมเป็นข้าทาสรับใช้หากว่าดวงตาที่บอดทั้งสองข้างของนางสามารถรักษาให้หายได้  แต่ต่อมานางกลัวว่านางพร้อมกับลูกๆจะต้องตกเป็นทาสของนายแพทย์จริงๆ จึงได้พูดโกหกนายแพทย์ไปว่าดวงตาทั้งสองข้างของนางมีอาการแย่ไปกว่าเดิมทั้งๆที่ได้รับการบำบัดหายขาดไปแล้ว  ข้างนายแพทย์ก็รู้ว่าคนไข้ของเขาหลอกลวงจึงได้แก้เผ็ดด้วยการผสมสารพิษลงในยาหลอดยาให้คนไข้นางนั้นหยอด  พอนางหยอดเข้าไปก็เลยทำให้ตาบอดสนิททั้งสองข้าง  เพราะผลของอกุศลกรรมในครั้งนั้นทำให้นายแพทย์ต้องตาบอดหลายครั้งในภพชาติต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากนั้นพระศาสดาได้ตรัสความในพระคาถาที่ 1 นี้ว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มโนปุพพงฺคมา ธมฺมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มโนเสฏฺฐา มโนมยา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มนสา เจ ปทุฏเฐน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาสติ วา กโรติ วา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตโต นํ ทุกฺขมนฺวติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จกฺกํ ว วหโต ปทํฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกสิ่งทุกอย่างมีใจนำ มีใจเป็นใหญ่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำเร็จได้ด้วยใจ ถ้าคนเรามีใจชั่วเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะพูดจะกระทำก็พลอยชั่วไปด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะการพูดชั่วกระทำชั่วนั้น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกข์ย่อมตามสนองเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโค.&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อพระธรรมเทศนาจบลง ภิกษุ 30000 รูปได้บรรลุเป็นพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา พระธรรมเทศนามีประโยชน์ มีผล แก่พุทธบริษัทที่มาประชุมกันแล้ว.&lt;br /&gt;--------------------------------------------------------------------------------&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8339631875151076119-5686324734625366567?l=thailand-dhammapada-stories.blogspot.com'/&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/feeds/5686324734625366567/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='https://www.blogger.com/comment.g?blogID=8339631875151076119&amp;postID=5686324734625366567' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/5686324734625366567'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8339631875151076119/posts/default/5686324734625366567'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://thailand-dhammapada-stories.blogspot.com/2007/09/1-01.html' title='บทที่1 01เรื่องพระจักขุปาลเถระ'/><author><name>gold58</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07905560165279858379</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:extendedProperty xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' name='OpenSocialUserId' value='14464689638115815159'/></author><thr:total xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'>0</thr:total></entry></feed>